จาริกพุทธสถานแดนพุทธ
ธรรม สัมผัสกับเรื่องราวลี้ลับทางจิตฤทธิ์ทางใจ บุกไพรเถื่อนถ้ำภูผา
ศรัทธากราบไหว้พระสุปฏิปันโน วัดป่าสายกรรมฐานภาคอีสานจังหวัดนครพนม
เมืองพระธาตุพนมองค์แรกในประเทศไทยพระป่ากรรมฐานรูปหนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติ
ลี้ลับอัศจรรย์ที่กำลังกล่าวถึงนี้คือ หลวงปู่เณรคำ แห่งวัดป่าสามัคคีธรรม
(ธ) บ้านคำไฮ หมู่ 8 ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
หลวงปู่เณรคำ เป็นพระแท้ทองทั้งแท่ง เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อพ่อออกแม่ออก
(อุบาสก อุบาสิกา) ใครเดือดร้อนทุกข์ใจไปกราบไหว้ได้คือกัน (เหมือนกันหมด)
ส่วนที่เรียกว่า “หลวงปู่เณรคำ” มีเรื่องราวที่เป็นมาน่าสนใจ
เรียกขานชื่อท่านกันมาตั้งแต่ครั้งที่จาริกธุดงค์ไปบำเพ็ญเพียรภาวนาธรรม
กรรมฐานอยู่ในประเทศลาว (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
เพราะท่านมีผ้าดำติดตัว นัยว่าเป็นผ้าตั้งแต่ชาติก่อนที่เคยบวช
ค้ำชูสืบทอดพระพุทธศาสนา
ในคำแหล่ย่อๆตอนหนึ่งว่า “คำว่าเณรคำ เป็นคำนามเทียมๆ
เหมือนจอบเสียมเป็นแค่ชื่อเรียกนาม” ที่จริงแล้วไม่ได้ไปยึดติด
แต่คนคิดว่า ท่านเป็นทูตเหนือโลกรู้เวรรู้กรรม เทศนาธรรมค้ำบาดาล
จึงมีเอกลักษณ์พิเศษห่มจีวรชอบพาดผ้าดำใส่ผ้าขาด
จาริกธุดงค์ไปมาสองฝั่งโขงไทย-ลาว เป็นกิจวัตร
ภูเขาควายถิ่นฐานพำนักปฏิบัติธรรมและเป็นถิ่น
บรรลุธรรม...
ครูบาอาจารย์ผู้สอนธรรมของหลวงปู่เณรคำ
มีมากมายหลายรูปได้ถ่ายทอดวิชาอาคมกรรมฐาน เช่น หลวงปู่คำคะนิง
หลวงปู่บรมครูพระครูธรรมเทพโลกอุดร หลวงปู่สรวง (เทวดาเดินดิน) หลวงปู่ชา
วัดหนองป่าพง เป็นต้น จัดได้ว่าเป็นพระที่คงแก่เรียนศึกษาปฏิบัติ
เป็นที่พี่งแก่ญาติโยมและลูกศิษย์มากมาย
จาริกธุดงค์
หลวงปู่เณรคำ ได้บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 11 ปี และออกธุดงค์มาถึง
ต.บ้านแพน อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม และได้พำนักที่บ้านแพงอยู่หลายเดือน
จากนั้นได้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติพระกรรมฐานวิชาอาคมแล้วออกธุดงค์เดี่ยวไปยัง
ภูเขาควายประเทศลาว หลวงปู่เณรคำ ข้ามแม่น้ำโขงไปประเทศลาวได้พบกับ
หลวงปู่คำคะนิงในถ้ำประเทศลาว ได้ถวายตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติกรรมฐานอยู่นานถึง
6 เดือน วิชาที่ศึกษาเช่น ไสยศาสตร์ ไสยเวทย์ กรรมฐาน
ทุกอย่างจนมีความเชี่ยวชาญ
พบหลวงปู่เทพโลกอุดร
จากนั้นได้จากริกธุดงค์ต่อไปที่ภูเขาควาย ท่านเล่าว่า
เมื่อไปถึงชายเขาหยุดปักกลดนั่งกรรมฐานอยู่ 7 วัน ในวันที่ 6
ขณะที่นั่งกรรมฐานภาวนาจิตสงบได้ปรากฏในนิมิตมีชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่
แต่งกายคล้ายกับคนเมืองบังบด
พิจารณาดูในนิมิตเหมือนกับเจ้านาคที่กำลังจะขอบวชนาค ทำให้แน่ใจต้องเป็น
รุกขเทวดา คงมาบอกเส้นทางธุดงค์ไปยังถ้ำภูเขาควาย
ซึ่งพระธุดงค์เรียกลักษณะภายนอกที่นี่ว่า ภูเขาโค้ง
มีพระกรรมฐานเข้าไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำเสมอ
ครั้นถึงวันที่ 7
ท่านเก็บกลดหอบหิ้วอัฏฐบริขาร มุ่งหน้าไปยังภูเขาควายทันที
เมื่อเข้าไปใกล้ถ้ำได้พบพระธุดงค์รูปหนึ่ง นั่งสงบนิ่งอยู่ภายในถ้ำ
เป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก ลักษณะการนั่งนิ่งเหมือนกับก้อนหิน
คาดคะเนอายุสัก 90 ปีขึ้น จึงตัดสินใจเข้าไปใกล้ๆ แล้วก้มลงกราบท่าน
มองขึ้นยังเห็นนั่งอยู่ในลักษณะเดิม เอ่ยถามตามแบบอาคันตุกะผู้มาใหม่
“หลวงปู่อยู่ในถ้ำแห่งนี้นานแล้วหรือ
ชื่ออะไรครับท่าน”,br/>
“พันปีตามพุทธองค์” พระธุดงค์เจ้าถิ่นตอบแล้วนั่งนิ่งเหมือนเดิม
หลวงปู่เณรคำ ถามต่อว่า “หลวงปู่ชื่อว่าอย่างไร”
“อาตมาชื่อปู่เทพโลกอุดร”
คำว่า “หลวงปู่เทพโลกอุดร” ทำให้เกิดปีติอย่างแรงกล้า ก้มลงกราบทันที
ขอปวารณาตัวเป็นศิษย์ได้รับเมตตาอย่างล้นเหลือ
จึงอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมในถ้ำถึง 3 วัน
ในช่วงเวลา 3 วันนั้น
เสมือนมีความรู้สึกว่าได้อยู่กับหลวงปู่เทพโลกอุดรนานนับ 3 ปี
ได้รับคำสอนว่า “กิเลสของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไรไม่สำคัญ
สำคัญอยู่ที่ใจเราแน่วแน่มั่นคงแก่นแท้ ทำให้พ้นทุกข์เรียกว่านิพพาน”
ปริศนาธรรมะ หมายถึง
ธรรมะไม่เกิดจากครูบาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนเท่านั้นอยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติ
เกิดดวงตาเห็นธรรม...
หลวงปู่เณรคำเล่าว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร เป็นพระอรหันต์สาวกสมัยพุทธกาล
ติดตามพระพุทธเจ้ามายังภูกำพร้า ได้ประทับรอยพระบาทไว้บนแผ่นหินที่ภูเพ็ก
(พระบาทขวา) ส่วนพระบาทซ้ายประทับรอยไว้ที่ภูวัว คือพระมหากัสสปะเถระเจ้า
สำหรับการอบรมธรรมะที่เน้นว่า
ธรรมะเกิดที่ธรรมชาติจงตั้งใจปฏิบัติให้ถึงแก่นแท้...
ฟังแล้วลึกซึ้งเป็นปริศนาธรรม ประทับใจก้มลงกราบพอเงยหน้าขึ้น
หลวงปู่เทพโลกอุดร หายไปแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่รู้ไปทางไหน
ได้พบเพียงเวลาสั้นๆ คุ้มค่ากับการปฏิบัติธรรมตามคำสอนเหลือเกิน
สู่เมืองบังบด
เมื่อออกจากถ้ำภูควายเดินธุดงค์ไปประมาณ 10 กิโลเมตร
ได้พบกับพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่าทางนิ่งสงบ
พิจารณาลักษณะแล้วไม่น่าจะใช่พระสงฆ์เพราะหน้าตายังอ่อนเยาว์รุ่นราวคราว
เดียวกัน จึงทักทายสนทนาถูกอัธยาศัย ถามท่านว่า ชื่ออะไร
พระธุดงค์รูปนั้นบอกว่า ท่านชื่อเณรแก้ว มาธุดงค์แถวนี้และธุดงค์ไปเรื่อยๆ
แล้วชวนกันเดินธุดงค์ด้วยกันเข้าป่าลึก ปักกลดอยู่ริมน้ำข้างภูเขาโค้ง
นั่งกรรมฐานจนดึกเที่ยงคืน จิตสงบนิ่งมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงคนกำลังเดินมาสลับกับเสียงคล้ายคนกำลังตำข้าว
เหมือนกับสถานที่นั่นมีบ้านคนอาศัยอยู่
แต่ตอนที่เดินผ่านมาไม่เห็นมีบ้านเรือนสักหลัง
เห็นแต่ต้นไม้เต็มไปหมดป่าทั้งนั้น ทั้งสองรูปส่งกระแสจิตถึงกัน
ท่านพูดแก่เณรแก้วว่า ประเดี๋ยวเราจะลองออกไปดูให้กระจ่าง
หลวงปู่
เณรคำออกจากกลดเดินไปเห็นชายคนหนึ่งขับเกวียนมาตามเส้นทาง
ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมีคนมาขับเกวียนอยู่อีกหรือ ถามชายแปลกหน้าว่า
ที่นี่ที่ไหน? ชื่อบ้านอะไร?
ชายผู้นั้นบอกว่า ที่นี่อยู่กันมานานแล้ว มนุษย์ไม่รู้ไม่เห็น
ชื่อเมืองบังบด...
รุ่งเช้าสามเณรแก้ว บอกลาหลวงปู่เณรคำ
ขอแยกจาริกธุดงค์ไปสถานที่อื่นเพียงลำพังส่วนท่านเดินธุดงค์ไปถ้ำแห่งหนึ่ง
ในเขต ภูเขาควาย
พระพุทธรูปทองคำ
เมื่อไปถึงปากถ้ำ ต้องตะลึงพบกับงูจงอางตัวหนึ่ง ข้างๆ
มีลูกมะพร้าวลูกใหญ่อยู่ด้วยคงเป็นสมบัติอะไรสักอย่าง มันชูคอขึ้นสูงประมาณ
4 ศอกเศษๆ หลวงปู่เณรคำไม่รอช้าอธิษฐานจิต สาธุ ๆๆ รุกขเทวดา พระแม่ธรณี
เจ้าป่าเจ้าเขาที่นี่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
ถ้าเจ้าเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรกับเรา จงทำร้ายเราได้เลย
เรามาที่นี่หวังถวายชีวิตเพื่อพ้นทุกข์พระนิพพาน
จากนั้นแผ่เมตตาไปให้งูจงอาง
ทันใดนั้นงูจงอางค่อยลดหัวลงต่ำแล้วเลื้อยหายไป จึงเดินเข้าไปในถ้ำ
พบพระพุทธรูปทองคำ ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว
แปลกมากมีงูตัวหนึ่งรัดรอบองค์พระขยับไปมาแถมชูหัวขึ้นเหมือนกับจะหวงห้าม
สังเกตที่หัวมีหงอนด้วย คราวนี้พอจะรู้แล้วไม่ใช่งูหรอก จึงถามไปว่า
ท่านเป็นใคร? ชื่ออะไร?
“เราคือ สุรินทร์นาคราช
เป็นผู้เฝ้าถ้ำแห่งนี้มานานนับร้อยปี”
หลังกล่าวจบได้กลายร่างเป็นมนุษย์ จึงได้นิมนต์หลวงปู่เณรคำเข้าไปในถ้ำ
พบก้อนศิลา 2 ก้อน
ทันใดนั้นได้เกิดเหตุการณ์สุดอัศจรรย์ศิลาก้อนใหญ่น้ำหนักมหาศาลที่ปิดถ้ำ
ได้เปิดออก มองเข้าไปข้างใดเห็นเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ภายในมีทองคำ
เพชรนิลจินดาเป็นจำนวนมากมายมหาศาล
แต่หลวงปู่เณรคำไม่ได้มีความสนใจ
หรือเกิดความโลภในทรัพย์สมบัติเหล่านั้นแม้แต่น้อย
ในขณะที่กำลังเดินสำรวจภายในอยู่นั้น
พลันสายตาได้ไปเห็นหีบทองคำใบหนึ่งอย่างสะดุดตา
ลักษณะของหีบทองคำใบนั้นภายนอกแกะสลักได้อย่างวิจิตรพิศดารเป็นลวดลายสิบสอง
ราศี ตรงกลางมีพระทองคำ 2 องค์ ยืนถือพัดและนั่งคู่กันอยู่
โดยมีพระอีกห้าองค์อยู่บนหลังเต่าล้อมพระทองคำอยู่
จึงได้เปิดหีบทองคำเพื่อจะดูภายในหีบว่ามีอะไรให้พิศวง! อีกหรือไม่
พบ
แต่เพียงผ้าจีวรสีดำย้อมด้วยยางประดู่และใบลานโบราณสองกุวางซ้อนกันอยู่
ในใบลานจารึกอักษรโบราณพิจารณาดูแล้วเป็นภาษาก้อม(เป็นภาษากลอนโบราณ)
ภายในใจของหลวงปู่เณรคำฉุกคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งของสำคัญ จึงได้มาอยู่ ณ
ที่แห่งนี้
หลวงปู่เณรคำจึงเอ่ยกับสุรินทร์นาคราชโดยมิได้บังอาจลบหลู่ล่วงเกิน
สุรินทร์
นาคราชเอ่ยยกใบลานและผ้าจีวรสีดำให้กับหลวงปู่เณรคำ(สุรินทร์นาคราชได้เฝ้า
รักษาของทั้งสองสิ่งมานานเพื่อมอบให้กับเจ้าของที่แท้จริง)
หลวงปู่เณรคำได้นำใบลานโบราณขึ้นอ่าน
แต่อักษรในใบลานเป็นอักษรที่หลวงปู่ไม่เคยเห็นจึงอ่านไม่ออก
จิตในขณะนั้นจึงได้อธิษฐานถึงชาติปางขอให้อ่านอักษรได้ง่าย
หลังคำอธิษฐานจบเหมือนเนรมิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งมหัศจรรย์ท่านเมตตา
ได้บังเกิดขึ้นเป็นคำรบที่สอง อักษรในใบลานได้เปลี่ยนเป็นภาษาลาว
หลวงปู่เณรคำจึงรู้ได้ในทันทีว่าเป็นคาถาคู่บารมี
ใบลานกุแรกเป็นคาถาย่นแผ่นดิน ซึ่งมนุษย์ทั่วไปยากที่จะมีไว้ครอบครอง
กุที่สองเป็นคาถากายทิพย์ ส่วนกุที่สามเป็นคำทำนายโลก
คงเป็นโชคดีของลูกหลานที่หลวงปู่เณรคำได้พบใบลานนี้จึงได้ศึกษาตำราในใบลาน
เป็นเวลาหลายปีจนสำเร็จ
ส่วนผ้าสีดำที่อยู่ในหีบทองคำนั้นหลวงปู่เณรคำได้เอาคลุมกายแล้วจึงออก
ธุดงค์ต่อไป